| Bew's profileI'll stop the world and ...PhotosBlogLists | Help |
|
I'll stop the world and melt with youJune 15 Review: ฟ้าจรดทราย the musicalOh นานเหลือเกินที่ไม่ได้อั๊พบ๊อค ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องเล่า มีเรื่องเล่าเยอะแต่แบบ ตัวขี้เกียจเข้าสิงเลยทำให้ไม่ได้อัพเลย
ช่วงนี้ชีวิตถือว่าดี มีงานทำ มีตังค์ใช้บ้างพอประมาณ มีเวลาว่างเป็นส่วนมาก เหะๆ
เอาล่ะ ต่อไปนี้จะรีวิวละครเวที เรื่องฟ้าจรดทราย ของคุณบอย ที่เพิ่งไปดูมาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รอบทุ่ม
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอขอบคุณจ๊ะจ๋า สำหรับบัตรฟรีนะค๊ะ
วันนั้นเป็นบ้ามาก เนื่องจากว่างพอประมาณไม่มีอะไรทำ และไม่อยากขับรถไปตอนรถติด
ชั้นก็เลยเดินทางออกไปรอที่เอสพานาด ตั้งแต่ ห้าโมงเย็น ดะฮั่นก็ไปชิลนั่งอ่านหนังสือรอที่ร้านขายกาแฟ
พอถึงเวลาละครเริ่ม ชั้นก็เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง (กูไม่ได้ปวดขี้นะ) แบบว่า.......
ตลกดีว่ะ คือ ตอนที่อยู่ลอนดอน ก็ไปดูละครเวทีคนเดียว นี่พอกลับมาอยู่กรุงเทพ(เคยหวังใจว่าจะมีคนไปดูเป็นเพื่อน) ก็ยังดูคนเดียวอีกอยู่ดี
เดี๋ยวจะวิจารณ์ให้ฟังนะ ซึ่งนี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวจากที่ได้ไปดูมาอ่ะนะ ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะเล่าแบบไม่ได้ร้อยเป็นเรื่องสวยงามนะ
เอ่า...เริ่ม!!
บรรยาการศหน้าโรงละครอุ่นหนามากๆ คนเยอะทีเดียวสำหรับวันกลางสัปดาห์แบบนี้ ผู้คที่มาดูก็แต่งตัวหลากหลาย ขำดีเหมือนกัน
แต่ตั้งแต่เดรสงดงาม , เสื้อยืดกางเกงยีนส์, ชุดทำงาน และ ชุดนักเรียน ดังนั้นคนที่จะไปดูอ่ะ แบบ..อยากแต่งตัวแบบไหนก็แต่งไปเห๊อะ ไม่ต้องแคร์
จู่ๆคนก็อื้ออึงขึ้นมา เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่า วันนี้เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ จะเสด็จ
ทุกคนเลยต้องรีบเข้าไปนั่งให้เรียนร้อยก่อนที่ท่านจะเสด็จ
ภาพในโรงละคร...งขนาดของโรงละครและรูปแบบของโรงละคร ชั้นสามารถพูดได้เลยว่า แทบจะไม่แตกต่างจาก
โรงละคร โรงใหญ่ที่ National Theatre ณ. กรุง London เลยทีเดียว เหมือนกันเกือบจะเด๊ะๆ จะไม่เหมือนก็ตรงที่
ที่นี่อาจจะมีขนาดเล็กกว่า หน่อยนึง (จำนวนที่นั่ง)
อ่ะ..ต่อกันเลยนะค๊า (ขอวิจารณ์เป็นข้อๆ)
ฉากแรกที่ละครเริ่มขึ้น เค้าเปิดฉากด้วยการที่ ensemble (เหมือน ทีมDanceคณะเรา หรือที่เด็กถาปัดเรียกว่า Variety) ออกมาเต้น
มากันเต็มเวทีไปหมด .....เต้นเพลงที่เค้าใช้เป็น เพลงโปรโมทอ่ะ เต้นกะยอกกะแย๊ก ชั้นคิดว่าอีส้ม หรือน้องเอ๊ก เอ้าท์น่าจะคิดท่าได้เจิดกว่านี้
และด้วยความที่เค้าอยากให้มันอลังการณ์ กับฉากเปิดตัว โดยการเอามาเต้นให้หมดเต็มเวที มันทำให้ "รก" คนแน่นเวทีเกินไป
พอเปิดม่านออกก็ทำให้เราได้เห็นถึงฉากอลังการณ์งานสร้าง ที่ทั้งเรื่องแล้วเปลี่ยนฉากเยอะมาก เร็วมาก แต่...........
ฉากแบนมาก ไม่มี perspective เอาซะเลย โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า ฉากละครถาปัดทำได้ดีกว่าเยอะมากๆ ถึงจะเป็นเพียง
ผลงานนิสิตเงินน้อยก็เหอะ ฉากในเรื่องนี่เหมือนเอาไม้อัดมาวาดรูปเท่านั้น คนดูก็เห็นว่า เป็นไม้อัดแล้ววาดรูปเอา
และอีกอย่างไม่รู้จะเปลียนฉากทำไมเยอะแยะ ..คือบางทีมันไม่จำเปนเลย ที่จะต้องเปลี่ยนฉาก แต่ก็นะ เปลี่ยนกันจิ๊ง
บท ...เป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง
บท...เป็นบทที่พยายามจะเล่าเร็วๆ ไม่ยืด จนทำให้ตัวละครมีอารมณ์ที่โดดอย่างร้ายกาจ เรื่องราวเหมือนการเล่าแบบตัด คัดชน ที่เร็วจน
ไม่สามารถปู background ทางด้านอารมณ์และความคิดของตัวละครได้เลย ซึ่งส่งผลอย่ามากต่อความเป็นจริงของตัวละคร
คือ จู่ๆตัวละครจะออกมาก็ร้าย เหี้ย ตวาดแว๊ดๆ โกรธม๊ากกกกก อะไรอย่างเงี๊ยะ แล้วสคริปเสร่อได้อีก มีอันนึงพูดว่า "ถ้าเธอไม่หยุดตบ ชั้นจะจูบ"
เอิ่ม นี่มันตบจูบๆ
จริงๆ
ตัวละคร และการแสดงของนักแสดงแต่ละคน
ตัวละครทุกตัวในละครเรื่องนี้แบนมากๆ แสดงอารมณ์เพียงแค่ด้านเดียว โกรธ เกลียด เสียใจ
โดยที่ไม่มีเหตุผลมารองรับอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้น ลองคิดดูสิ่ว่าถ้าตัวละครพวกนี้เป็นคนจริงๆ เค้าต้องมีเบื้องลึกของจิตใจ
ที่ซ่อนอยู่ มากกว่าอารมณ์ที่แสดงให้เห็น เพราะด้วยเป็นละคร นักแสดงจึงควรที่จะแสดงอารมณ์หลักหนึ่งอารมณ์และยังต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้จิตใจอีกด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ญาญ่าหญิง ที่เหมือนนางร้ายในทีวีมากๆ กรี๊ด คลุ้มคลั่ง แว๊ดๆๆๆๆๆๆ โดยที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ด้านอื่นหรือเหตุผลของการที่เป็นอย่างงั้น
เปิดมาฉากแรกก็ร้ายเลย ......
นัท มีเรีย ...แอคติ้งเกือบดี แต่เฟคเยอะไปหน่อย คือพยายามทำออกมาให้คนดูเห็นแต่ไม่ได้รู้สึกจากข้างใน พูดง่ายๆก็คือ Fake
หลายครั้งที่คุณนัท ต้องเล่นฉากเดินในทะลทราย ร้อน เหนื่อย แดดแรง.......แต่สิ่งที่เค้าเล่นออกมาคือการเดินๆบนลู่วิ่ง(จะพูดถึงสิ่งนี้ในหัวข้อข้างล่าง เรื่องเทคนิค)
พยายามทำมือปาดเหงื่อ แต่.......มันเฟคมาก หรือฉากกินน้ำ ดื่มน้ำด้วยความกระหาย แต่...คุณนัททำแค่ยกกระบอกน้ำขึ้น(ซึ่งไม่ได้มีน้ำจริงๆหรอก)และแกล้งกินน้ำ
ที่บอกว่าแกล้งกินน้ำก็เพราะว่า มันไม่ได้มีจังหวะ การกลืนน้ำเอื๊อกๆ และสุดท้ายที่ทำให้ชั้นขำกลิ้ง(ไม่ใช่ลิงกะหมา) คือตอนที่พี่มอสบาดเจ็บ แล้วคุณนัทมาทำแผล
ด้วยความที่สงสัยพี่บอยไม่อยากให้นักแสดงลำบากมั้งเลยทำ ผ้าทำแผลแบบสำเร็จรูปมาให้คือ ติดตีนตุกแกมาให้เสร็จสรรพ สิ่งที่นัทต้องทำก็คือ แค่เอาไปแปะๆ ก็เสร็จ
แต่ด้วยความที่มันเป็นผ้าที่ตัวละครฉีกออกมาแล้วมาทำแผลให้พระเอก(เหมือนที่เราเห็นในหนังทั่วไป) คุณนัทแปะเสร็จแล้ว แต่ว่ายังทำมือเหมือนผูกผ้าอยู่(เฟคม๊ากกกกกก)
ซึ่งกูไม่เข้าใจเลย กะอีแค่ผูกผ้าเองเนี่ยมันจะยาก หรือสร้างความลำบากให้นักแสดงตรงไหนวะ คุณบอยเลิกเหอะ...คือมันเฟคมากอ่ะ
พี่มอส ไม่เหมาะกับบทชารีฟทหารผู้เท่ห์เร้าใจ เพราะ พี่มอสตัวเล็กม๊ากกกกกกกกกก ไม่สง่างามเหมือนในบทประพันธ์
และพี่มอส เล่นมิวสิคัลไม่ได้ เค้าร้องมิวสิคัลไม่ได้ เสียงหลง และไม่มีพลังพอ
อีกอย่างเค้ายังติดแอคติ้งแบบละครทีวีอยู่ ....มีการเดินจากไป แล้วหันกลับมานิดนึง (รอกล้องสามซูมรับหน้า) แล้วหันมาพูดกะนัทมีเรีย
พี่ตั้ว......ถือเป็นความผิดหวังอีกคนนึง สิ่งที่ชั้นคาดหวังจากเค้าอาจจะสูงเกินไป เค้าเล่นได้แห้ง,แบนและเก๊กมาก
พี่วิทย์เอเอฟ.......เป็นความตลกอย่างสุดซึ่งเวลาที่เค้าออกมา ......ขำม๊ากกกกกกกกก
เพราะ พี่แก มะขามข้อเดียวมากๆ พูดไดอะล๊อคไป กางแขนและทำตาเหลือกตลอดเวลา ดูไปแล้วเหมือนอึ่งอ่างที่กำลังพองตัวอยู่
อยากจะบอกพี่วิทย์ว่า การแสดงเป็นคนไม่ดี ไม่จำเป็นที่จะต้องโกรธเกี้ยวและตาเหลือนะคะ อันนั้นคงจะดูละครน้ำเน่ามากเกินไป
ญาญ่า หญิง ...เล่นได้เฟค และไม่มีความลึกของตัวละครดังที่ได้กล่าไปในข้างต้น
ตัวประกอบ......ครือ ไม่อยากจะบอกว่า ตัวประกอบละครเรื่องนี้แอบเล่นดีนะ เป็นความอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้ดู (ซึ่งมีน้อย)
ตัวละครทุกตัวมี movement และท่าทางที่ตลกมากถึงมากที่สุด ทุกคนพอมีบทร้องปุ๊ป จะเดินมายืนตรงกลางเวทีแล้วร้องเพลงด้วยท่าทาง
กางแขน กางปีก เหมือนกำลังจะบิน แล้วก็.....ยกมือสูงขึ้นเหมือนคว้าดาวมาไว้ตรงกลางอก.....(เป็นท่าที่เราเห็นได้ตามเวทีประกวดร้องเพลงอ่ะ ที่ใช้ตั้งแต่ยามาฮ่าอะวอร์ด จนถึง เดอะสตาร์) ...จะบ้ารึป่าววววววววว ใครเค้าให้ทำท่าอย่างงั้น โอเค๊ ถึงมันจะเปนเพลง แต่นี่คือละครเพลงนะคะไม่ใช่เล่นคอนเสิรต
ตัวละครควรจะร้องออกมา เหมือนเปนการพูดแบบธรรมดา ชั้นดูแล้วขัดใจมากๆอยากจะกระโดดขึ้นเวทีแล้วสั่งให้พวกเค้าหุบแขนและหยุดท่าทางเหล่านั้น
อีกอย่าง......เหมือนที่พี่วิทย์กางแขนตลอดเวลา พี่มอสก็ยืนมือตลอดเวลาเช่นกัน.....ทำไปทำไม เฟคได้อีก แล้วการที่ยกมืออย่างงั้น มันมีความหมายอะไร
เพลง
เพลงคือหัวใจองมิวสิคัล ใช่ป่าว แต่อันนี้.........เพลง ห่วย
กล่าวครือ ไม่มีเพลงไหนเลยที่เพราะ นักแสดงร้องเพลงไม่รู้เรื่อง เนื่องจากเสียงดนตรีดังเกินไป
เพลงส่วนมากเหมือนเอาไดอะล๊อคมายัดใส่ทำนองเพลง มันไม่ได้เรียกว่าเพลงนะคะอย่างนี้
และอีกอย่าง ชอบเหลือเกิ้น ไอ่ที่แบบ ตัวละครหลายตัวร้องเพลงเดียวกัน พร้อมกันแต่คนละเนื้อร้อง
อยากจะบอกว่า ...ฟังไม่รู้เรื่อง
จริงๆนะ เพราะ มิวสิคัลเล่าเรื่องโดยเพลงใช่ม๊ะ เพลงก็เลยควรจะเป็นอะไรที่ต้องทำให้คนดูฟังรู้เรื่องสิ่ สงสัยคิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะเก๋
อีกอย่าง หัวใจอง ละครเพลงคือต้องดูด้วยว่าตอนไหนควรจะร้อง หรือไม่ควรร้องเพลง อันนี้เพลงมั่วมากอยากร้องก็ร้อง
ไม่อยากร้องก็ไม่ร้อง หรือบางเพลงที่ควรจะย้ำใจความสำคัญ ท่วงทำนองเพลงหรือ เนื้อร้องกลับไม่ย้ำเลย และมีแค่เพลงเดียวเองที่มีความเป็นตะวันออกกลาง
ที่เหลือ....เป็นเพลงแนวถนนอโศก
เพลง...ดั้นให้ศูนย์คะแนน อ่อ อีกอย่าง ไม่มีละครเวทีเรื่องไหนหรอกนะคะ ที่มี "ทีม" แต่งเพลง ปกติเค้าแต่งกันอย่างมาก็สองคนเพื่อให้เพลงมันไม่โดดไปจากกันกับตัวเนื้อเรื่อง
เทคนิคและการใช้พื้นที่ของเวที
สายพานลู่วิ่งที่คาดว่า พี่บอยได้ไอเดียและขอหยิบยืมมาจากแคลิฟอร์เนียฟิตเนสข้างล่าง ไม่เวิคเลยจริงๆ
เพราะเค้าใช้บ่อยมากกกกกกก ดูเหมือนว่าจะภูมิใจ แต่จริงๆแล้วมัน น่าเกลียดมากเพราะคนดูเห็นๆเลยว่ามันสีลอยมาจากพื้นเวทีตรงอื่น
และ บางทีแค่ตัวละครเดินธรรมดาก็ได้ ไม่สำเป็นต้องใช้ลู่วิ่ง
การใช้พื้นทีบนเวที ห่วยแตก .....ไม่ทราบว่าพี่บอยจบ เธียร์เตอร์มาได้ยังไง ถ้าไม่ได้เรียนเรื่องความหมายและตำแหน่งของการใช้พื้นที่บนเวที
ตัวละครหลักๆ ยืนได้แค่ตรงเดียวคือ ตรงกลางเวที ไม่ไปที่อื่นเลย อยากจะบออกว่า ถ้ารู้จักการใช้พื้นที่และ blocking อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
พี่บอยไม่จำเป็นเลยที่ต้องสร้างฉากแบนๆ มาช่วย
อ่ออีกอย่าง.... เรื่องไมค์......ปกติแล้วละครเวทีที่เค้าใช้ไมค์ตัวเล็กช่วย ทุกทีเค้าแปะไมค์ที่กลางหัว และซ่อนเอาไว้ในผม แต่....ละครเวทีที่นี่ ลากสายมาแล้วมาแปะไว้ข้าง แก้ม
แปะกันเห็นๆเลย พอตัวละครกรี๊ดที คนดูก็แทบจะหูแตก.....ยั๊งยังไม่พอ แถมมีไมค์ตั้งๆ ช่วยนักแสดงตรงพื้นเวทีอีกหนึ่งแรง
เอิ่ม.........มากไปมั้ย....โปรเจคเสียงสิคะ ........
แสงและองค์ประกอบศิลป์
อืมมมมมม...เล่นเอาอึ้งได้เลยทีเดียวเชียว สำหรับแสง นึกว่ากำลังดูงานวัดแถวบ้าน การใช้แสงที่ไม่มีความสมจริงและแข็งได้อีก
มีการใช้ไฟสปอตไลท์ ยิงเข้ามาจากข้างเวที ...ทำไม....ทำไปเพื่ออะไรคะ
ภาพรวมของฉาก.....พร้อยได้อีก โดยเฉพาะฉากในวัง มันทำให้ชั้นคิดว่ากำลังดูลิเกอยู่
สิ่งที่พี่บอยควรจะทำเพื่อให้งานดีขึ้น
1. แก้บทใหม่ ให้มันมีเชิงลึกมากขึ้น
2. re-staging แก้ blocking ใหม่โดยด่วย
3. ให้นักแสดงไปทำ Characterization มาใหม่ด่วน
4. แก้เพลงใหม่
5. ซื้อตั่วซละครถาปัดเพื่อไปดูฉาก และซื้อตั๋วละครนิเทศเพื่อไปดูฉากเต้น เอามาเป็นตัวอย่างซะนะคะ (เพราะดะฮั้นคิดว่าจุดนี้คุณทำได้ด้อยกว่าโปรดักชั่นนักศึกษา)
6. ซื้อตั่ว เครื่องบินไป West end ลอนดอน หรือไม่ก็ Boardway นิวยอรค์ แล้วไปดูละครเพลง สักสิบเรื่อง(เอาเรื่องดีๆนะคะ) เช่น Marry Poppin, Avenue Q, Porgy and Bess, Billy Elliott, Lion King, Phantom of the Opera แต่ อย่าดู..... Evita กับ Blood Brother (หนูว่าคงไม่ทันแล้วใช่มั้นคะ เพราะเท่าที่ดูจากงานพี่เนี่ย ท่าทางจะได้รับอิทธิพลทางด้านเพลง และการจัดแสงมามากพอสมควร ...เสี่ยว)
7. อย่าบอกใครว่าจบละครมาจากเมืองนอก โดยเฉพาะ Boston U. มันทำให้หนูหมดศรัทธา
อ่อ...ท้ายสุด...... กรุณาอย่าทำให้คนส่วนมากคิดว่านี่คือละครเวทีที่ดีและมีคุณภาพ....หนูอายแทน
October 01 ชะนอนลันดี...วันนี้มีเรื่องเล่า!อู๊วว ว๊าวววว ไม่ได้อัพบล๊อคนานม๊ากกกกกกกก
ดังนั้นเพื่อให้สมกับการจากไปนาน..วันนี้ชั้นเลยมีเรื่องเด็ดๆ (ของตัวชั้นเอง) มาเล่า!!
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อตะกี้...ชั้นไป .....เดท มา!!!!
ผ่างๆๆๆๆๆ
ชะนีแม่จะได้ออกจากป่าหรือไม่ หรือจะโดนให้ปลดออกจากตำแหน่งหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไปๆๆๆๆๆ .....
หลังจากลับมาสู้ดินแดนลอนดอนหอยหลอดแห่งนี้ได้ไม่กี่วัน
จู่ๆ ชั้นก็ได้รับโทรศัพท์ จากเพื่อนชาวญี่ปุ่น ว่าด้วยเรื่องการไปดูละครของเพื่อนในชั้นคนนึงที่กำลังจัดอยู่
โดย ชั้นกับมันจะแยกกันไปดูคนละวัน มันก็เลยโทรมาฝากเพื่อนมันคนนึง ชาวสเปนให้ไปกับชั้น
ซึ่งคนเนี๊ยะชั้นเคยเจอเมื่อตอนก่อนชั้นกลับไปเมืองไทยเมื่อคราวที่แล้ว
เพื่อนชั้นโทรมาถามว่าฝากให้เค้าไปด้วยได้รึป่าว ถ้าได้ มันจะได้เอาเบอร์โทรศัพท์ชั้นให้คนนั้นไป
อ๊ะแน่ล่ะสิ่ แค่ไปดูละครด้วยกัน ทำไมจะไม่ได้ ชั้นเลยตกปากรับคำไป
แล้วเค้าก็โทรมา ตกปากรับคำกันเสร็จศัพท์ นัดวันและเวลากันเรียบร้อย
แต่พออีกวันจะถึงวันนัด ขณะที่กูนอนดูละครเกาหลีอย่างเมามันส์ เค้าก็โทรมายกเลิกการไปดูละครด้วยกัน
แต่ทว่า.....เค้าขอนัดชั้นไปกินข้าวเย็นแทน !!!
แบบว่าเป็นคนใจง่ายไง....กูก็ตอบตกลงไป
หลังจากพอตั้งสติได้ ก่อเริ่มวิตกจริตว่า "เฮ๊ยย จะไปด้วยดีเหรอวะ"
แหมมม ..ก็เคยเจอครั้งเดียวเองนี่นา แถมไม่คุ้นเคย ถ้าไปแล้วเจื่อนจะทำไง..
แต่กูก็มีกองกำลังสนับสนุนจากอีแอ้มและปอ ที่คอยถือปอมๆเชียร์อยู่ว่า "มึงไปเห๊อะ"
ขอบอกว่า..ก่อนถึงวันนัด ชั้นแอบอธิษฐานให้เค้าโทรมาบิดชั้น และชั้นก็คิดว่าจะบิดเค้าเช่นกัน
แต่จนแล้วจนรอด.....สิ่งที่ชั้นอธิษฐานก็ไม่บังเกิดผลใดๆเลยทั้งสิ้น
เรานัดเจอกันที่ tube station บ้านชั้นตอนหนึ่งทุ่มตรง
========================================================
18.00 pm ชั้นเพิ่งเงยหน้ามองนาฬิกา ..ตายห่าแล้ว ยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัวเลย พระเจ้าช่วย หัวก็มันเพราะหมักผมอยู่
ชั้นวิ่งพรวดไปอายน้ำ ด้วยเสียงไล่หลังของอีแอ้มว่า "รีบๆเลยเด๋วจะไปไม่ทัน แล้วนี่แกคิดชุดรึยัง? ห๊ะ อะไรนะตายแล้ว ยังไม่ได้คิดไว้เหรอ? จะทันมั้ยเนี่ย?!!!
(ผู้ชายหลายคนคงไม่รู้ว่าก่อนผู้หญิงจะออกไปเดทเนี่ย ต้องใช้เวลามากแค่ไหน)
อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้า เลือกชุดเสร็จ ก็ยังมีเวลาทันถมเถ ...ก่อนออกจากบ้านยังเล่นเอ็มกับพี่เก๊าะโย่งอยู่เลยว่าจะไปเดท..
พี่โย่งบอกว่าให้ถ่ายรูปกลับมาด้วย
18.45 pm ชั้นเดินออกจาบ้านด้วยจิตใจประหวั่น...ก็แหงล่ะ นี่เป็นเดท จริงๆจังครั้งแรกของชั้นนี่นา!!! เอ่อคือ...ถึงจะอายุปูนนี้แล้วอ่ะนะ
วันนี้ชั้นแต่งหน้า กรีดอายไลนเนอร์ เพิ่มความตาโตให้กับตาตี่ของชั้นนิดหน่อย ทาคอนซีลเลอร์รอยสิวด้วย... อ่อ อีกอย่าง วันนี้
ชั้นใส่กระโปรงบานพะเยิบพยาบ ไปด้วย....ตอนเดินไปที่นัดหมายก็ได้แต่คิดว่า...เอ๊ะ นี่กูแต่งตัวแต๋วเกินไปรึป่าววะ
19.00 pm ชั้นไปถึงที่นัดหมาย เห็นผู้ชายคนนึง ซึ่งคล้ายๆว่าจะใช่ แต่ชั้นก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าวันนั้นที่เจอ มันมืดแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจจะจำด้วย
คือแบบว่าดะฮั้นไม่อยากปรี่ไปทัก เพราะว่ากลัวทักผิด ชั้นเลยส่งเมจเสจไปว่า "รอที่สเตชั่นแล้วนะ ถ้าถึงแล้วให้โทรมา"
ส่งไปปุ๊บ แม่งโทรกลับกูปั๊บ แถมเดินมาหากูด้วย ใช่แล้วล่ะผู้ชายคนนั้น
ชายหนุ่มชาวสเปนหน้าตาดี (ที่ตอนแรกชั้นแอบไม่แน่ใจว่าแม่งเปนเกย์ป่าวหวะ) ผมสกินเฮด ล่ำแบบป๋าฉัตรแต่ไร้ไขมัน
เมื่อเค้าเดินเข้ามาใกล้เทกทีๆ ชั้นก็ค้นพบว่า...ไอ่เหี้ยเอ๊ยยยยยยยย แม่งเตี้ยกว่ากู
19.15 - 22.45 pm เค้าพาชั้นไปกินข้าวที่ร้านอาหารสเปน....อืมรสชาติอาหารก็อร่อยอ่ะนะ แปลกดีไม่เคยกินมาก่อน ...
แต่อย่างว่าแหละ อะไรชั้นก็กินได้ อะไรชั้นก็กินได้.......
บทสนทนนาก็เป้นไปอย่างออกรสออกชาติ คุยกันตั่งแต่เรื่องชีตของแต่ละคน ศาสนา การเมือง
ท่องเที่ยว และที่คุยเรื่องหลักๆก็คือเรื่องละครเวที (คือเค้าเป็นนักแสดงละครเวทีแล้วก็สอนละครให้เด็กน่ะ)
แดกไปเมาท์ไป ...มีหลายครั้งมากที่แม่งสบตาชั้น แล้วแบบ...ทำตาเป็นประกายระยิบระยับ
ชั้นก็ได้แต่เฉไฉ แดกน้ำไปหรือรีบคิด Topic การคุยเรื่องใหม่ ....
แหมก็คนมันไม่เคยนี่นา....ไม่งั้นชั้นคงไม่อยู่บนคานทองนานขนาดนี้หรอก...หงิงงง
พอกินข้าวเสร็จ เค้าก็ชวนไปหากาแฟดื่ม เราไปถึงตอนร้านจะปิดพอดี
ก็เลยได้เข้าไปนั่งดื่มกาแฟและคุยกัน แต่สักพักเจ้าของร้านก็มาบอกว่าจะต้องปิดแล้ว
เราเลยต้องระเห็จออกมา.... และแล้ว moment นึง ซึ่งเราทำท่าว่าจะเดินกันไปเหมือนแมลงสาปเวลาบิน
คือเปะปะมากๆ โดยไร้ทิศทาง กูถามขึ้นว่า นี่เรากำลังจะไปไหนเหรอ..... เค้าก็ตอบว่า เออ ไม่รู้เหมือนกัน
และแล้ว......ก็ก็ถูกผีเจาะปากพูดออกไป โดยยังไม่ทันได้ผ่านกระบวนการ การคิด...ว่า เออ งั้นก็ แยกย้ายกันกลับบ้านเหอะ
คอนเทคเลนส์ชั้นแห้งมากแล้ว ...
แกคง งงอ่ะที่จู่ๆชั้นก็ตัดบทเอาซะดื้อๆ
ลมเย็นๆของลอนดอนพัดมา คนหนุ่มสาวเดินกันเต็มถนน ทุกคนดูเฮฮาปาร์ตี้
พะเยิบพะยาบ วาบๆ กระโปรงของชั้นปลิวไปตามแรงลม ชั้นเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เป็นสุข
ชั้นดีใจ ที่สามารถตัดบทและชิ่งกลับไปได้ซะที
มันเหนื่อยอ่ะ ที่ต้องคิดว่าจะคุยอะไร หรือจะทำอะไร ยังไง.....
แล้วคืนนี้ชั้นก็ได้แต่หัวเราะให้กับตัวเองว่า..... แล้วชั้นจะบ่นว่าอยากมีแฟนทำไม๊
ในเมื่อ มันก็เป็นซะอย่างนี้ทุกที ที่ชั้นตัดรอนไปเอง
ชั้นเดินกลับป่า ด้วยหัวใจที่เป็นสุข
อัพเดท
เมื่อเย็นวันนี้ (1 oct ) หลังจากที่ชั้นก็สบายใจกับการ ไม่ติดต่อมาของคุณพี่สเปน
แต่ทว่า จู่ๆ เค้าก็ส่งเมจเสจมา ถามว่า (ขอกูแปลเปนไทยมั่ง อังกิดมั่งนะ)
"หวัดดีบิว เป็นไงมั่ง อาทิตย์หน้าว่ารึป่าว ไปดูละครเวทีกันมั้ย บัตรราคา เก้าปอนด์
อ้อ เรามีไอเดียวเกี่ยวกับละครเด็กด้วยแหละ ... I think you're so sweet ... x "
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตอนที่ชั้นเห็นชื่อคนส่ง ชั้นแทบไม่กล้าเปิดอ่าน ได้แต่กรีดร้องโยนโทรสับ
และทิ้งตัวลงกับพื้น ส่งมาอีกทำม๊ายยยยยยยยย ..ชั้นได้แต่คิดในใจ (ไม่จริงหรอก กูตะโกนออกมาเลยแหละ)
คนที่เปิดอ่านคืออีแอ้ม พร้อมมีคนนั้งฟังอีกสองคน คือ ปุ๊บปั๊ป กับ น้องจุก ผู้ร่วมวงสังสรรค์หมูกะทะนิเทศ
ชั้นไม่เข้าใจเลยจริงๆว่า พี่สเปนเค้าไม่รู้รึไง ว่าชั้นตัดรอนเค้าน่ะ ห๊ะ ว้อย โถ่
ชั้นไม่รู้ว่าจะไปหรือไม่ไปดี ....แต่ในใจมีแนวโน้มที่จะไม่ไปอยู่กว่า เก้าสิบเปอร์เซนต์
ชั้นยังไม่ได้ให้คำตอบเค้า....ขอคิดให้ถี่ถ้วนก่อน (คือชั้นน่ะ ก็ชะนีๆอ่ะนะ จะขึ้นคานอยู่แล้วแต่ยังเสือกเล่นตัวอีก)
เฮ้อออออออออออออออออ ทำไงดีวะ
July 31 ดีใจเอ๋ยดีใจจังอะแฮ่มๆ ...
ผ่านไปแป๊บเดียว ชั้นก็กลับมาที่นี่ ได้เกือบปีแล้วสิเน้อ
แล้วก็ ผ่านไปแป๊บเดียวก่อจะได้กลับบ้านแล้วดีใจ แฮ่ๆ
ชั้นจะกลับบ้านวันพุธนี้นะเพื่อนๆ ออกจากที่นี่ 3ทุ่ม
คงถึงดอนเมือง บ่ายสามกว่าๆ
โดยแผนการล่วงหน้า ณ. ตอนนี้ จะอยู่กรุงเทพประมาณสัปดาห์นึง
แล้วค่อยกลับร้อยเอ็ด.....
และจะเริ่มกิจกรรมการกินทันทีที่แตะถึงแผ่นดินไทย เที่ยวและแร่ด!!!!
ยะฮู๊วววว
ชั้นคงใช้เบอร์เดิม...เพราะเป็นแฟนคลับพี่แดนกะพี่บีมเค้า..เลยต้องใช้เบอร์เดิม
ว่ะฮ่าๆๆ มุขแป๊กโคตรๆๆๆๆ นั่นแหละ คาดว่าคงใช้เบอร์เก่า
มีไร จะไปไหน เมาท์เรื่องอะไร โทรมาได้
ฮิ๊วววววววววว
ตอนนี้เก็บของเกือบเสร็จละ เพราะไม่ได้เอาอะไรกลับบ้านมากมาย
ไม่มากของชั้นเนี่ย ก็ประมาณว่าขนไรได้ กูขนให้ นน. กระเปามันเต็ม แฮ่ๆ
ตอนนี้ก้ได้แต่นั่งนับวันเวลาให้ถึงวันที่จะได้กลับบ้านเร็วๆ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดะฮั้นก่อกลัวจำวันผิดจริงๆ
ถ้าใครอยู่ใกล้ชิดจะพบว่า ชั้นเป็นพวกหลงวันหลงคืน
ซึ่งพาลก่อให้เกิดเหตุการณ์ งงวัน จำวันไม่ได้อยู่บ่อยๆ
เมื่อตอนมาที่นี่ใหม่ๆ..ชั้นตั้งใจไปรอรับจ๋าที่ห้องมัน
จำได้ว่า วันนั้นอากาศหนาวหน่อยๆ มันกลับมาจากเมืองไทยวันนั้น
ชั้นแต่งตัวออกจากบ้านตอนเย็นๆ เพื่อไปรอมันกลับถึงห้องพอดีคงสามทุ่ม
ไปเอากุญแจห้องมันแล้วก็ไปนั่งรอในห้อง
โอ๊ยย จะให้ชั้นนั่งรอเฉยๆเหรอ..เป็นไปไม่ได้!!!
.....ชั้น.....ไปนั่งขดตัวอยู่ริมหน้าต่าง หลบอยู่หลังผ้าม่าน
ปิดไฟ อยู่ในมุมมืด... รอหลอกให้มันตกใจเล่น หุหุหุหุ
.....รอ....ร๊อ..รอ...ไอ่จ๋าก่อไม่มาซะที...ไม่ไหวๆ
..งั้นนอนรอดีก่า......คือชั้นหลับไปตื่นนึง มันก่อยังไม่มา
โทรไปก็โทรไม่ติด....สุดท้าย...
ชั้นเลยโทรไปเบอร์เมืองไทย....ติดแฮะ..
......จ๋ารับโทรสับ ด้วยเสียงงัวเงีย....
"ไอ่จ๋า แกอยู่ไหนเนี่ย.. ชั้นมานั่งรอแกอยู่ที่ห้องแล้วง่า"
"ไอ่บิว ชั้นอยู่บ้าน.."
"ห๊า..!!!!อยู่บ้านน"
"ชั้นไปถึงพรุ่งนี้ว้อยยยยยยย!!!!"
นั่นคือเสียงที่ยังอยู่ในความทรงจำของชั้น....
ชั้นจำวันผิดแถมที่น่าอายกว่านั้น
คือ...คนที่จองตั๋วและจองวันกลับให้มัน...คือ....
...ชั้นเอง...
สรุปคืนนั้นเลยต้องนอนหนาวเผล่าเปลี่ยวเอกาที่ห้องมัน
เพราะดึกเกินไปรถหมด กลับบ้านไม่ได้...เซ็งจริง
และยังมีอีกหลายเรื่อง ที่เกี่ยวกะจำวันผิด เช่น ปีที่แล้วจะกลับบ้านก็ลืมวัน
จนต้องจัดกระเป๋าแบบลนๆ เพราะนึกว่ากลับอาทิตย์ถัดไป
หรือ นัดว่าจะไปงานรับปริญญาเพื่อนซะดิบดี แต่ที่สุดก็ไม่ได้ไป
เพราะว่า นึกว่ามันรับวันถัดไป ...
และเรื่องจำวันผิดยังมีอีกมากมาย...
คืออยากจะบอกว่า...ถ้าวันนั้นใครเห็นชั้นยังออนไลน์อยู่
ช่วยเตือนด้วย!!!!!!!!!
July 01 A midsummer Night's Dreamเมื่อกี้ไปดูละครมา เรื่อง A Midsummer Night's dream ที่ Barbican Centre เป็น ละครองคุณพี่ วิลเลี่ยม เช๊คสะเปียร์เค้าแหละตัว โดย production ที่ไปดูเนี่ย คนเกาหลีเค้าทำ แล้วเอามาลงที่ ลอนดอนหอยหลอดแห่งนี้.....
วันนี้พอดีว่างจากการทำงานเด็กเสริฟ ก็อยู่บ้านชิลๆ แล้วก็คิดว่าควรจะออกไปดูละครสักเรื่อง ทีแรกว่าจะไปดูเรื่อง The seagull ของ Chekov ที่ National Theatre ซึ่ง เป็นบทประพันธ์ ท่าบังคับเรื่องนึงเหมือนกัน ...น่าดูมาก คาดว่าจะเป็นโปรแกรมต่อไปเพราะว่า มีนักแสดงละครเวทีหนุ่มดาวรุ่งของที่นี่มาเล่น แถมผู้กำกับเป็นผู้หญิงด้วย น่าจะทำออกมาได้แหวก กว่าคนอื่นๆ แถมชั้นอยากรู้ด้วยว่า มันจะน่าเบื่ออ๊ะป่าว เพราะปกติละคร ของ Chekov ผู้กำกับทำออกมาแล้วน่าเบื่อมากๆ ...ทั้งๆที่บทมันดี แม้แต่คนรัสเซียเองก็เหอะ ทำแล้วก็น่าเบื่อ (คนเขียนเป็นคนรัสเซียอ่ะ)
อ่ะ ต่อ.....สรุป ตอนเย็นวันนี้นก็แต่งตัวออกจากบ้านไปดูละคร ฝรั่ง สัญชาติเกาหลี ....เพราะว่า เช็คดู พรุ่งนี้เค้าจะเล่นเป็นวันสุดท้ายแล้ว ส่วนเรื่อง the seagull คงมีอยู่อีกสักพักเลยไม่รีบๆ....วันนี้กะเหรี่ยงไทยก็ปล่อยไก้ตัวเบ้อเริ่มด้วยการเซ๊ว เดินไปซื้อตั๋ว เรื่อง 12 Nights ของเฮียวิลเลี่ยมเค้าเหมือนกัน (คือดะฮั้นเกิดความเข้าใจผิดนิดโหน่ยน่ะฮ่ะ คือเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เค้าเพิ่งดล่นจบ..เอ่อ...แล้วชั้น...ก็จะไปซื้อ...บ้าบอ
หลังจากกระมิดกระเมี้ยน ขวยเขินคนขายตั๋ว ว่า "แหมมมม นึกว่า อีกเรื่อง" กูก่อบอกเค้าไปว่า ขอตั๋วของเรื่องนี้ ที่ดีที่สุดและถูกที่สุด ...พร้อมทั้งควักบัตร นักเรียนให้เค้าดู....... ชั้นได้ตั๋วราคา 15 ปอนด์ ซึ่งราคาจริง 30 ปอนด์ คือที่นี่ถ้าเป็นนักเรียนแล้วไปซื้อบัตรเหลือๆตอนก่อนละครจะเล่นหนึ่งชั่วโมง เราจะได้ที่นั่งที่ดีที่สุดในราคาที่ถูกที่สุด...ซึ่งชั้นว่ามันดีมากๆเลย แต่บางทีก็ต้องเสี่ยง เพราะว่า เราอาจจะไม่ได้บัตรก็ได้
นั่งรอพักใหญ่ๆก็เห็นคนเกาหลี มาป้วนเปี้ยน ประปราย....กูก็ได้แต่คิดในใจว่า หืมมมมมมม ละครชาติตัวเองก็ยังมาดูกันเนาะ.....อย่าให้มีของไทยมาเล่นมั่งนะมึ๊งงงงงง ชั้นก็จะไปดูเหมือนกัน ..เอ๊ะ ยังไงฮ่าๆๆๆๆๆ ...พอประตูเปิด...ชั้นก็ก้าวเข้าไปนั่ง ที่นั่งสุดพิเศษราคาประหยัดของชั้น คนแรก....คนเดียวในโรง
..นั่งรอจนน้ำลายบูด สักพัก คนก็ทะยอยกันเดินมาจบเกือบเต็มโรง มีทั้งเด็กๆมาดู คนแก่ วัยรุ่น รวมไปถึงพวกพังค์ร๊อค และมีทั้งกะเหรี่ยงและ พวกหัวทอง ( ที่นั่งชั้นดีม๊ากกก ได้ตรง stall ตรงกลางพอดีแป๊ะ...ประทับใจจริงๆ )
การเปิดตัวของละครเรื่องนี้ เปิดไปแบบ เนียนๆ โดยไม่มีการดิมไฟลง แต่อย่างใด แต่มีตัวตลกสองคนออกมา ทำท่าให้ปิดมือถือ แล้วคนก็ค่อยๆ เริ่มเงียบ การแสดงก็เริ่มต้นขึ้น Movement ของนักแสดงเกาหลี มีส่วนผสมของความเป็นจีนและญี่ปุ่นอยู่เยอะมากๆ คือเวลาก่อนที่จะเดินหรือเคลื่อนที่ จะมีเสียงกรับ กะเสียงเคาะ แล้วจะเริ่มต้นเดินด้วยท่าเหมือนงิ้ว แต่...การเคลื่อนฝีเท้าเป็นแบบซอยถี่เหมือนของญี่ปุ่น ซึงชั้นไม่รู้ว่า มันเป็นวัฒนธรรมแบบเกาหลีจริงๆ หรือว่า มันเป็นการประยุกต์ และคิดค้นของผู้กำกับ ............ability ของร่ายกายนักแสดงก็ยอดเยี่ยม ใช้ได้คุ้มจริงๆ ทั้งตีลังกา หรือทำท่าที่สื่อความรู้สึกของตัวละคร
การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เยิ่นเย้อเลยยยยยย แถม มีมุขตลกที่ตลกจริงๆ แทรกอยู่เต็มไปหมด ชั้นขอเรียกว่า มุขเอเชี่ยน. ที่ขำแบบสากล (เห็นฝรั่งหัวเราะก๊ากๆๆๆๆ)....เพราะหลายมุขก็เป็นแบบมุขไทยๆ ที่เราดูเองก็รู้สึกว่า ไอ่ห่า เหมือนที่กูเคยเล่นเลย........มันทำให้ชั้นป่วย.........ต่อมเล่นใหญ่อักเสบ............พลางตระหนักได้ว่า.....นี่เราไม่ได้เล่นใหญ่ มานาเท่าไหร่แล้วนะ....อึดอัดว้อยยยยยยยยย...เหมือนคนท้องผูก......
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของละครเรื่องนี้คือ เค้า จะมีการเล่นดนตรีสดและมีการใช้ เครื่องดนตรีพวกเคาะๆ ฉาบและกลอง มาทำเป็น sound effect โดยที่นักแสดงนั่นแหละ เล่นเอง ให้เห็นๆกันไปเลย คือบทเวทีตรงที่ลึกลงไป (up stage) มันจะมีห้องเหมือนห้องดนตรี ตรงกลางเวที ให้คนดูเห็นๆกันไปเลยว่าใครเล่นอะไร นักแสดงพอเล่นเสร็จไม่มีบท..ก็เดินเฉาก แล้วก็เดินเข้าห้องดนตร ..นั่งตีกลอง ตีฉาบไปเรื่อย ......เพลินมากๆ 90 นาทีแบบ no interval ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความหฤหรรษ์ ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังเกาหลี แต่เป็นละครเวที
มีเรื่องน่าติอยู่นิดนึงก็คือ การ Characterize น่าจะทำให้ชัดเจนกว่านี้ Character ของตัวละครแต่ละตัวยังไม่ชัดเท่าไหร่ นางเอกกะนางรอง ก็เหมือน นางเอกกะนางรองในหนังเลย แบบที่ผู้หยิงเวลาโกรธผู้ชายแล้วจะมีการทำโกรธแบบแก้มป่อง และทุบตีผู้ชาย ...ประมาณนั้น และมีการออกมาเล่นของตัวละครกับคนดูแถวหน้ามากเกินไป....คือชั้นแอบรู้สึกว่า ยังไงผู้กำกับต้อง protect audience คือบางคนเค้าอาจจะไม่อยากให้นักแสดงลงมาใกล้ๆก็ได้ไรเงี๊ยะ
โดยรวมเรื่องนี้ชั้นให้ 9 เต็ม10
ชอบมาก มาก มาก มาก มากมาก........ พอดูจบมันทำให้ชั้นเดินหัวเราะและยิ้ม ตลอดทาง
และรีบโทรไปบอกเพื่อนในคลาส ว่าให้ไปดูๆ และไม่แน่ชั้นอาจจะไปดูพรุ่งนี้อีกรอบ
แบบว่าอยากไปเก็บรายละเอียดอีกที เพราะว่า ตอนดู ต้องดู ทั้ง Acting นักแสดง , คนเล่นดนตรี และ Subtitles (เค้าเล่นเป็นภาษาเกาหลี)
ตอนจบคนดูปรบมือกันเกรียวกราว..ปรมกันจนมือชา.. ความรู้สึกอยากเป็น groupie ของชั้นเริ่มเต้นตึกๆๆ อยากจะไปดักรอเจอนักแสดง......แต่ด้วยความที่เป็นหญิงไทยใจงามเมื่อเดือนดาวพราวแพรว ทำให้ชั้นมิกล้า ได้แต่ หันไปยิ้มให้กับคุณป้าฝรั่งสองคน ที่นั่งข้างๆ......คุณป้าทียิ้มและส่งสายตามองมาที่ชั้นอย่างชื่นชม.......ชั้นได้แต่คิดในใจว่า คิดว่าชั้นเป็นเกาหลีอ่ะเด๊ะ.......ไม่ใช่ค่ะไม่ช่ายยยย หนูคนไทย...แต่จะเกาบ้างเวลาคัน
June 22 22nd and 25thปีนี้อายุ ยี่สิบห้าแล้วววววววว
ไม่น่าเชื่อ พระเจ้าช่วย เวลาชั่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ปีนี้เป็นวันเกิดแบบ ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษเลย
ไม่มีงานเลี้ยง และไม่ต่างอะไรกับวันธรรมดาทั่วๆไป
นอกเสียจาก โทรไปหาป๊า - ม๊า
เฮ้อออ อยากกลับบ้านเร็วๆจัง
ทุกวันนี้จริงๆก็ปิดเทมอแล้ว จะกลับบ้านก็ได้ละ
แต่ก็รอ อยู่งานรับปริญญาจ๋าก่อน ค่อยกลับ
หงิงๆๆๆๆๆ
เอาล่ะ เนื่องในวันเกิดของข้าพเจ้า ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านมีความสุขทั่วๆกันนะจ๊ะ
|
|
|||
|
|